รู้หรือไม่ ที่มาของสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์

กระทู้ข้อมูลต่างๆจากเวบบอร์ดเก่า สามารถตอบกระทู้ได้นะครับ

รู้หรือไม่ ที่มาของสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์

โพสต์โดย o_lekpn » จันทร์ ก.พ. 12, 2007 12:52 pm

ช่วงนี้รื้อหนังสือเก่าๆมาอ่านบ้าง เลยได้เรื่องราวที่ว่า กำลังพิมพ์และหาภาพประกอบอยู่ครับ สมาชิกท่านใดพอจะทราบหรือป่าว :D
รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
o_lekpn
 
โพสต์: 12268
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ ต.ค. 08, 2005 8:39 pm
ที่อยู่: 98 ถ.นนทรี ช่องนนทรี ยานนาวา กรุงเทพฯ

โพสต์โดย o_ThaiJack » จันทร์ ก.พ. 12, 2007 1:06 pm

:roll: :roll: :roll:
ภาพประจำตัวสมาชิก
o_ThaiJack
 
โพสต์: 7354
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ ธ.ค. 02, 2006 8:50 pm
ที่อยู่: ซ.รามคำแหง50 ถ.รามคำแหง หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพ

โพสต์โดย o_lekpn » จันทร์ ก.พ. 12, 2007 2:41 pm

เรื่องที่อ่านเจอจากหนังสือรวมบทความของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ชื่อ ต้นรัชกาลเอลิซะเบธที่ 2 ดังเนื้อความบางตอนต่อไปนี้

" เนื่องจากอาจจะมีผู้อ่านบัดนี้ ที่ไม่ได้เคยอ่านบทความฉบับก่อน จึงจะขอย้อนพูดถึงเบื้องต้นของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในยุโรป ซึ่งไทยเราเอาอย่างมาทำบ้างตั้งแต่รัชกาลที่ 4 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรีแทนการแจกดาบฝักทอง กาน้ำทอง สร้อยสังวาล อะไรต่างๆ ซึ่งเคยเป็นเครื่องบำเหน็จมาแต่ก่อน ตราของยุโรปนั้นบังเกิดมาแต่พวกอัศวินในสมัยยุคกลาง คือในสมัยนั้นทหารส่วนมากทำการรบเป็นทหารราบ มีแต่อัศวินเท่านั้นที่ขี่ม้ามาทำการรบและมีน้อยกว่า ต้องเป็นผู้ดีและพระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งตั้งจึงจะเป็นอัศวินได้ ด้วยเหตุนี้จึงพอจะพูดได้อย่างเลาๆว่า ทหารม้าในยุคนั้นเป็นนายทหารทั้งหมด ไม่มีพลทหารเลย ยุคกลางเป็นสมัยที่โหดร้ายดุดันมากก็จริง แต่เป็นสมัยที่ในยามสันติภาพ บุรุษชอบแสดงความเคารพยกย่องสตรี และแสดงความรักใคร่สตรีอย่างฟุ้งซ่านมาก เฉพาะอย่างยิ่งในหมู่อัศวิน ฉะนั้นเมื่อจะไปรบก็มักจะขอเอาแพรผืนหนึ่ง อันเป็นของสตรีที่ตนรัก ติดตัวไปด้วย เมื่อเวลาจะเข้ารบต้องสวมเกราะที่ตัว ก็มักจะเอาแพรผืนนั้นผูกห้อยคอ ผูกรอบบั้นเอว หรือผูกจากไหล่ลงไปยังบั้นเอว
ไม่ว่าการทำอะไรในโลกนี้ เมื่อมีคนทำกันมากๆแล้ว ก็บังเกิดมีผู้เบื่อหน่ายกันขึ้น การที่อัศวินนำแพรของสตรีแขวนติดตัว เพื่อที่จะเข้าสู่การรบ ต่อมาก็บังเกิดเบื่อหน่ายกันเช่นนั้น อัศวินจึงรวมพวกกันเป็นคล้ายๆสโมสร ต่างรวมกันตกลงจะผูกแพรสีเดียวกัน เพื่อเป็นเครื่องหมายของสโมสร เช่นปัจจุบันนี้เราก็ผูกเน็คไทเป็นเครื่องหมายของสโมสรโรงเรียนเก่าต่างๆเช่นนี้ เมื่อสโมสรอัศวินเป็นสโมสรที่มีพระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ทรงตั้งขึ้นแล้ว ผ้าแพรที่ผูกตัวก็เลยกลายเป็นสายสะพายของตราขึ้น"
รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
o_lekpn
 
โพสต์: 12268
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ ต.ค. 08, 2005 8:39 pm
ที่อยู่: 98 ถ.นนทรี ช่องนนทรี ยานนาวา กรุงเทพฯ

โพสต์โดย o_lekpn » จันทร์ ก.พ. 12, 2007 2:46 pm

คงจะเข้าใจกันแล้วนะครับ ว่าทำไมเครื่องราชอิสริยาภรณ์ถึงมีสายสะพาย ไหนๆก็เล่าถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์แล้ว เรามาทำความรู้จักกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกกันครับ จากบทความหนังสือเล่มเดียวกันครับ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

" ตรากาเตอร์ก็บังเกิดขึ้นเช่นนั้น และนับว่าเป็นตราอันเก่าแก่ที่สุดในโลก พระเจ้าเอดเวิดที่ 3 แห่งอังกฤษ (อิงก์แลนด์) ทรงสถาปนาขึ้นก่อนสมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างกรุงศรีอยุธยาราวสองสามปี คือในปีพ.ศ. 1891 กรุงศรีอยุธยาสร้าง พ.ศ.1893 ฉะนั้นตรากาเตอร์จึงเก่าแก่ถึง 605 ปี ( บทความนี้เขียนขึ้นในปี พ.ศ.2496 - lekpn ) ตรากาเตอร์นอกจากที่จะเป็นตราอันดึกดำบรรพ์ยิ่งแล้ว ยังมีพิเศษอีกคือมีนามอันแปลก ทั้งนี้เพราะคำอังกฤษว่ากาเตอร์นั้นแปลว่า สายรัดถุงเท้าของสตรี ที่พระเจ้าเอดเวิดที่ 3 ประทานนามนี้ ก็แปลว่ายังทรงอยู่ในสมัยอัศวินยุคกลางที่ยกย่องสตรี ฉะนั้นจึงทรงเห็นว่าสายรัดถุงเท้าสตรีเป็นของสูงศักดิ์พอที่จะเป็นนามของตราได้ นอกจากนั้นยังมีนิยายเกี่ยวข้องกับนามกาเตอร์ คือว่าในงานลีลาศ ณ พระราชวัง พระเจ้าเอดเวิดที่ 3 ทรงคุยกับสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง บังเอิญสายรัดถุงเท้าหลุดตกลงมาข้างหนึ่ง พระองค์ก็ทรงก้มลงหยิบประทานให้ ข้าราชบริพารเข้ามาเห็นเข้าก็พากันยิ้ม นึกว่าคงจะได้เกิดมิดีมิร้ายอะไรขึ้น พระองค์จึงตรัสว่า "คนที่คิดร้ายจะต้องได้บาป" ( Honi soit qui mal y pense จากหน้า 25 เล่มเดียวกัน - lekpn ) และถ้อยคำนั้นในภาษาฝรั่งเศส - นอแมน อันเป็นภาษาที่คนอังกฤษชั้นสูงใช้พูดในสมัยนั้น จึงกลายเป็นสุภาษิตของตรากาเตอร์มาจนบัดนี้ "

ยังมีรายละเอียดอีกมากทีเดียว ถ้ามีคนสนใจก็จะนำมาลงให้อีกครับ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

ภาพสุดท้ายนี้คือผู้ได้รับตรากาเตอร์ ทั้งหมด (มีเพียง 25 สำรับ ไม่ทำเพิ่ม)
รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
o_lekpn
 
โพสต์: 12268
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ ต.ค. 08, 2005 8:39 pm
ที่อยู่: 98 ถ.นนทรี ช่องนนทรี ยานนาวา กรุงเทพฯ

โพสต์โดย o_น้ำมะเน็ด » อังคาร ก.พ. 13, 2007 8:08 am

เป็นอีกเรื่องที่รู้แบบงูๆปลาๆ พอได้อ่านแล้วเพิ่มข้อมูลเข้าในหัวอีกไม่น้อย ขอบคุณมากคุณเล็ก

อยากรู้ว่าของไทยเขาได้รับแจกเท่านั้นใช่ไหม วันก่อนไปเดินศึกษาภัณฑ์เห็นมีเครื่องราชบางตราวางขายในตู้ ไม่แน่ใจว่าคนที่ซื้อได้ต้องมีหนังสือทางการมาด้วยรึป่าว ดันไม่ได้ถาม :shock:
ภาพประจำตัวสมาชิก
o_น้ำมะเน็ด
 
โพสต์: 6076
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ ต.ค. 09, 2005 6:06 pm
ที่อยู่: CokeThai.com

โพสต์โดย o_lekpn » อังคาร ก.พ. 13, 2007 9:09 am

มันก็เป็นของสะสม ของเก่าอย่างหนึ่งล่ะครับ เค้าก็สะสมกันทั่วโลกล่ะคร้าบ :D
รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
o_lekpn
 
โพสต์: 12268
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ ต.ค. 08, 2005 8:39 pm
ที่อยู่: 98 ถ.นนทรี ช่องนนทรี ยานนาวา กรุงเทพฯ

โพสต์โดย o__Sam » พุธ ก.พ. 14, 2007 11:20 am

ความรู้ดีๆอีกแล้วครับท่าน

รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
o__Sam
 
โพสต์: 3657
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ต.ค. 10, 2005 10:52 am
ที่อยู่: BKK


ย้อนกลับไปยัง Retro Society (บอร์ดเก่า)

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน